มภช.

: มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น

มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น และ สถาบันอาศรมศิลป์

เจตนารมณ์ของมหาวิชชาลัย

มุ่งการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้นำชุมชน และอาสาสมัครทางสังคม ที่เป็นรากฐานของชุมชนทั้งประเทศ โดยเชื่อว่าชุมชนจะเข้มแข็ง และจัดการตนเองได้นั้น ต้องมาจากผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง และความเข้มแข็งของผู้นำ ต้องมาจากความเข้มแข็งทางปัญญา กล่าวได้ว่ามุ่งให้ผู้สำเร็จการศึกษา “มีรายได้จากสัมมาชีพที่เกื้อกูลสังคม และมีจิตอาสา”

ความเป็นมา

มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (Mahavijjalai of Local Wisdom) เป็นหน่วยงานหนึ่งของมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เป็นมูลนิธิที่ได้รับการจัดตั้งขึ้น เมื่อปี 2532 โดยการริเริ่มของ นายเอนก นาคะบุตร ผู้อำนวยการกองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทย-แคนาดา ในขณะนั้น ภายหลังจากที่กองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทย-แคนาดา (LDAP) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการจัดตั้งขึ้น ด้วยความช่วยเหลือขององค์กรสนับสนุนความช่วยเหลือระหว่างประเทศของรัฐบาลแคนาดา ได้ปิดโครงการในประเทศไทยแล้ว ผลจากการจัดตั้ง LDAP ทำให้องค์กรพัฒนาเอกชนเติบโตเป็นอย่างมาก ก่อกำเนิดคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ สถาบันพัฒนาชุมชน ก่อให้เกิดกลุ่ม องค์กร กลุ่มปราชญ์ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำงานพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งจนถึงปี พ.ศ. 2553 ท่าน ศ.ดร.นพ.ประเวศ วะสี ได้ทำหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิมาโดยตลอด และมี น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป เป็นเลขาธิการ ในปลายปี พ.ศ. 2553 คุณเอนก นาคะบุตร ได้รับหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิ และมี น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป ทำหน้าที่เป็นรองประธานมูลนิธิ และเลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)

มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ได้จัดตั้ง “มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหน่วยงานจัดการศึกษาสำหรับผู้นำชุมชนและอาสาสมัครทางสังคม โดยการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกันนี้

“มหาวิชชาลัย” เป็นคำที่มาจากพระชาดก “พระมหาชนก” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้ทรงแปลจากภาษาบาลี เนื้อความตามพระชาดกดังกล่าว มาจากเหตุการณ์ที่ว่า พระมหาชนกได้ว่ายนํ้าข้ามทะเล และได้รับความช่วยเหลือจากนางมณีเมขลา จนต่อมาได้ขึ้น ครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงพบว่า พสกนิกรของพระองค์ ได้แห่กันไปเก็บกินผลมะม่วงในพระราชอุทยาน จนต้นมะม่วงหักโค่นทำลาย พระองค์ทรงตะหนักว่าพสกนิกรของพระองค์ไม่ประกอบสัมมาชีพ แย่งชิงทำลายทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย พระองค์จึงทรงตั้ง “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” เพื่อให้การศึกษาอบรมสร้างสัมมาชีพให้กับประชาชน

มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนมีสัมมาชีพเพื่อสังคมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ โดยการจัดตั้งเป็นศูนย์ภูมิปัญญาในระดับตำบล และอำเภอ และมี “มหาวิชชาลัย” ในระดับจังหวัดเพื่อดูแล เชื่อมประสาน ช่วยเหลือกันเอง เพื่อให้ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครทางสังคม ได้เข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึง และไม่ต้องเดินทางไปยัง “ส่วนกลาง” หรือ “หัวเมือง” อีกทั้งเพื่อให้การศึกษา เป็นการศึกษาเพื่อชุมชนท้องถิ่น และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมหาวิชชาลัย ได้ริเริ่มโครงการโดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร มหาวิชชาลัยไม่มีงบประมาณและกองทุนใดๆให้การสนับสนุน แต่มหาวิชชาลัยมีความเชื่อมั่นว่า ทุนทางสังคมของสังคมไทย ที่ได้รับการสั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน และขบวนการทางการพัฒนาสังคมที่ก่อรูปขึ้นโดยองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ, โดยโครงการ LDAP, กองทุน SIF, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.), องค์กรภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นับเป็นทุนทางสังคมที่มีพลัง สามารถที่จะเชื่อมพลังของทุนทางสังคมเหล่านี้ มาสู่การสร้างสรรค์และพัฒนาภูมิปัญญาให้เกิดกับผู้นำชุมชนและอาสาสมัครทางสังคม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนฐานราก โดยพื้นฐานความเชื่อว่า ความเข้มแข็งที่แท้และยั่งยืนนั้น ต้องเป็นความเข้มแข็งทางภูมิปัญญา เพราะคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และการพัฒนาคนนั้น ก็คือการยกระดับทางภูมิปัญญานั้นเอง

หลักการสำคัญของการจัดการศึกษาของมหาวิชชาลัย

          1.   มุ่งการจัดการศึกษาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น
          2.   ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
          3.   มุ่งการพัฒนาคนที่อยู่ในระดับฐานราก
          4.   จัดการศึกษาที่เอื้อต่อคนขาดโอกาสและยากลำบาก
          5.   เป็นการศึกษาที่ไม่มีค่าเล่าเรียนหรือจ่ายน้อยที่สุด
          6.   ใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้
          7.   เป็นการศึกษาที่รองรับภูมิปัญญาท้องถิ่น
          8.   ใช้หลักสหกรณ์เป็นเครื่องมือการประกอบการสังคม
          9.   มุ่งการขยายในระดับท้องถิ่นและภูมิภาคอาเซียน

ผู้บริหารมหาวิชชาลัย

ปัจจุบัน ท่าน ศ.ดร.นพ.ประเวศ วะสี ท่านได้กรุณารับเป็นที่ปรึกษาของมหาวิชชาลัย, นายเอนก นาคะบุตร ท่านรับเป็นประธานมหาวิชชาลัย, นพ.พลเดช ปิ่นประทีป และ รศ.ดร.ประเสริฐ กิติรัตน์ตระการ เป็นรองประธานมหาวิชชาลัย, ผศ.ดร.ศักดิ์ ประสานดี เป็นผู้อำนวยการ พร้อมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีจิตอาสาจำนวนมาก ร่วมเป็นผู้บริหารและเป็นศิลปาจารย์

สถาบันอาศรมศิลป์ (ส.อ.ศ.)

(Arsom Silp Institute of the Arts (A.S.I.A)

สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเอกชน ที่ไม่แสวงหากำไร ภายใต้มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนวิถีพุทธ (โรงเรียนที่มีการเรียนการสอนแบบทางเลือก) สถาบัน ได้ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๔๙ อาศรม หมายถึง ที่อยู่, อาศรมศิลป์ หมายถึง ที่อยู่แห่งบรรดาศิลป์ หรือ แหล่งแห่งศิลปวิทยาการ,

อนึ่ง สถาบันอาศรมศิลป์ ได้รับการสนับสนุนด้านบุคลากร เงินทุน ที่ดิน จากมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ มูลนิธิสานแสงอรุณ และมูลนิธิญมาลุดดีน สถาบันได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนระดับบัณฑิตศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙

ปราชญ์ ผู้รู้ นักการศึกษา ศิลปิน สถาปนิกและนักวิชาการที่มีประสบการณ์ ได้ตระหนักถึงปัญหาของการศึกษาของไทย ที่ใช้วิชาเป็นตัวตั้งมาเป็นเวลานาน จนทำให้ผู้เรียนแปลกแยกออกจากสิ่งแวดล้อมและสังคมมากยิ่งขึ้น ผู้รู้เหล่านี้จึงปรึกษาหารือกันถึงการก่อตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาทางเลือก เป็นการศึกษาแบบบูรณาการชีวิตในขั้นอุดมศึกษา ที่จะนำไปสู่ความเป็นสถาบันการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้สูงสุดของมนุษย์ ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างสรรค์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ใหม่ ที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้ร่วมสมัย ภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตร และความเอาใจใส่ดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญพิเศษในด้านต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาทางเลือกที่เข้าถึงวิชาการและวิชาชีวิต

สถาบันอาศรมศิลป์ เกิดจากประสบการณ์และแนวคิดในการจัดการศึกษาทางเลือกใหม่ให้กับสังคมไทย ในนามของโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่มีประสบการณ์ในการเรียนการสอนมาร่วม ๑๐ ปี จนเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จระดับหนึ่งในการจัดการ เรียนการสอนแบบบูรณาการแห่งชีวิต ที่มุ่งเน้นการผสานกลมกลืนกัน ระหว่างศิลปะกับวิทยาการ ประการหนึ่ง และเป็นความกลมกลืนกันระหว่างวิชาการกับการเรียนรู้ร่วมกันโดยผ่านวิถีของชุมชน อีกประการหนึ่ง

ปรัชญาพื้นฐาน

ปรัชญาของสถาบันอาศรมศิลป์ คือ อาศรมศิลป์ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติให้เข้าถึงสาระสำคัญชองการดำรงชีวิต ซึ่งตั้งอยู่บนความจริง ความงาม และความดี โดยการผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยหลักการที่สำคัญ ๓ ประการ คือ

สุนทรียธรรม (Aesthetics)

การเรียนรู้ ความงามด้านกายใจสัมพันธ์ ผ่านการปฏิบัติการทางด้านงานจริยศิลป์ อันเป็นการทำงานและเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่หลากหลายของรูปแบบทางศิลปะ แต่เป็นการพัฒนาการทางด้านจิตใจและจินตนาการของผู้เรียน จนเห็นและรู้ได้ถึงความละเอียดก่อน ความลึกซึ้งในคุณค่า และความงามที่เป็นคุณค่าแท้ที่สอดคล้องกับศักยภาพแห่งตน กระทั่งสามารถเชื่อมโยงถึงความงามของธรรมชาติสังคมและชุมชนได้ในที่สุด

มงคลธรรม (Virtues)

การเรียนรู้อย่างละเอียดรอบคอบของสภาวะจิตใจแห่งตนที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ฝึกธรรมชาติพินิจ จิตแจ่มใส เรียนรู้เรื่องสติสัมปชัญญะ อย่างละเอียด ระลึกรู้ได้ถึงความคิด สิ่งปรุงแต่ง สิ่งที่จรเข้ามาภายในจิตใจ จนสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่จรเข้ามาทางความคิดได้อยู่เสมอ จนมีปัญญาเท่าทันความคิดสิ่งจรมาทำให้รู้จักตัวเอง และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมต่อสภาวะ การมีความเข้าใจเชิงสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง และของสิ่งหนึ่งกับสิ่งต่าง ๆ จนเกิดเป็นปัญญาด้านในลึกซึ้ง

วัฒธรรม (Cultures)

วิถีชีวิตที่เกิดจากการเรียนรู้ ทั้งสุนทรียธรรมและมงคลธรรม นำมาเชื่อมร้อยในการดำเนินชีวิตแห่งตน ชุมชนและสังคม เป็นสังคมสันติธรรม และสันติสุข และยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมที่ตนสังกัด

วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรู้

“อาศรม” หมายถึง สำนัก ที่ทำงาน ที่อยู่ของนักปราชญ์ผู้รู้ “ศิลป์” หมายถึง ศิลปะ วิทยาการ ดังนั้น “อาศรมศิลป์” จึงหมายถึง สำนักของนักปราชญ์ทางศิลปวิทยาการ ซึ่งในสมัยก่อน ลูกศิษย์จะต้องฝากตัวเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่แต่เพียงตัววิชาความรู้เท่านั้น แต่ศิษย์จะได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับอาจารย์ ได้ซึมซับ “วิถี” การดำเนินชีวิตของอาจารย์ด้วย

การใช้ชีวิตร่วมกันทั้งระหว่างผู้สอนกับผู้สอน ผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้เรียน ก่อให้เกิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทักษะ ความรู้ นำไปสู่การปรับตัวและเรียนรู้ร่วมกันอย่างกัลยาณมิตร อันเป็นที่มาของโครงสร้าง “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ของสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรผู้ชำนาญการในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่จะทำงานร่วมกันในลักษณะสหสาขาวิชา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกัน อีกทั้งเป็นการขยายโลกทัศน์ ขอบเขตความรู้และความเข้าใจของตนที่มีต่อการปฏิบัติงานให้กว้างขวางและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

หลักการเรียนรู้ของสถาบันอาศรมศิลป์

สถาบันอาศรมศิลป์มุ่งเน้นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) โดยมีหลักการในการคิดและขยายฐานความรู้อย่างเป็นระบบ ดังนี้คือ

๑) การเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์กับชุมชน (Collaborative and Community Learning) คือ การฝึกใช้วิถีชีวิตความเป็นอยู่และวิถีการงานอาชีพอย่างเป็นเอกภาพ ผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในชุมชนท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างมีไมตรี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนปมเพาะความเข้าใจในโลกและชีวิต และการยอมรับความแตกต่างหลากหลายของเพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิตอื่น ๆ พร้อมไปกับการสร้างเครือข่ายและถักทอเป็นแหล่งเรียนรู้ ร่วมสร้างสารประโยชน์ต่อกันอย่างสมานฉันท์

๒) การเรียนรู้แบบบูรณาการและผสานสรรพศาสตร์ (Integrative and Trans disciplinary Learning) คือ การเรียนรู้ที่ไม่แบ่งแยกศาสตร์สาขาต่าง ๆ ออกจากกัน การเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า ศาสตร์สาขาต่าง ๆ แท้จริงแล้วมีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน นั่นคือ ความพยายามที่จะอธิบายหรือทำความเข้าใจต่อปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งไม่สามารถตอบคำถามหรือแก้ปัญหาที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน ดังนั้น การเรียนรู้จึงควรจะเริ่มต้นที่ฐานหรือธรรมชาติของสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ซึ่งก็คือโจทย์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง จากนั้นจึงบูรณาการองค์ ความรู้ที่แต่ละบุคคลมี เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของโจทย์หรือปัญหาอย่างรอบด้านและเป็นจริง

๓) การเรียนรู้แบบจิตตปัญญาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคุณภาพภายในของตนเอง (Contemplative and Transformative Learning) คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงภายในของตนเองอันเกิดจากความสัมพันธ์ที่มีต่อโลกภายนอก โดยอาศัยจิตปัญญาเป็นเครื่องมือ ซึ่งการพยายามฝึกหัดขัดเกลาตนเองด้วยวิธีการดังกล่าวนี้เอง จะนำพาผู้เรียนไปสู่ความเข้าใจต่อธรรมชาติของสรรพสิ่ง มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตนเองและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างไม่แยกส่วน เกิดความเข้าใจว่าการเรียนรู้ การงานและการดำเนินชีวิต แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน

๔) การเรียนรู้ผ่านศิลปะและประสบการณ์ตรง (Artistic and Experiential Learning) คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนนำตนเองเข้าสู่การลงมือสร้างสรรค์งานเชิงศิลปะหรือการปฏิบัติกิจต่าง ๆ ในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งสามารถสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเองเพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะด้านใหม่ ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ วิธีคิดและการมองโลกในแง่มุมที่แตกต่างไปจากเดิม วิธีการเรียนรู้เช่นนี้จะเอื้อให้ผู้เรียนตระหนักต่อความรู้ที่แฝงอยู่ภายในตน (Tacit Knowledge) และสามารถระบุ นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อโจทย์หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

สถาบันอาศรมศิลป์ จัดการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน ๓ หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หลักสูตร ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาแบบองค์รวม และหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู และหลักสูตรระดับปริญญาตรี ๒ หลักสูตร คือ หลักสูตร ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขา การศึกษาปฐมวัย และหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขา ผู้ประกอบการสังคม ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ ๓ ด้าน คือ

๑) การเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Deep Learning) เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) จนเข้าถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้

๒) การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by doing) จากการเรียนรู้บนการ งานจริง (Work-Based Learning) ผ่านโครงงานวิจัยและบริการวิชาการต่างๆ ของสถาบันฯ

๓) การเรียนรู้จากการสื่อสาร (Communication based learning) เช่น การฟังอย่าง ลึกซึ้ง การสื่อสารอย่างเท่าเทียมเคารพความเป็นมนุษย์

จากกระบวนการดังกล่าว จะทำให้นักศึกษามีทักษะและทัศนคติในการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง อันจะนำมาซึ่งการสร้างสรรค์พัฒนาคุณภาพของบุคคล และสังคมไปพร้อมกัน

สถาบันอาศรมศิลป์ มีจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาในรูปแบบ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ที่เน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และกับเครือข่าย อันเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อความเจริญงอกงามของชีวิตคือการเข้าถึงคุณค่า ความดี ความงาม และความจริงด้วยปัญญา และเป็นแหล่งบุคคลแห่งการเรียนรู้ไปสู่สังคม เพื่อนำกระแสการเปลี่ยนแปลงสู่กระบวนทัศน์ใหม่ โดยอาศัยการขยายต่อยอดองค์ความรู้ของตนกับผู้อื่น

หลักสูตร ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขา ผู้ประกอบการสังคม

ปรัชญา

หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาผู้ประกอบการสังคม ของสถาบันอาศรมศิลป์ มีเจตจำนงที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น อาสาสมัครทางสังคม เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการทางสังคม กล่าวคือความสามารถในการประกอบสัมมาชีพที่เกื้อกูลสังคม ความเป็นผู้มีจิตอาสาให้กับชุมชนและสังคม และความสำนึกรับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นของตนเองและความสำนึกในฐานะที่เป็นพลเมืองโลก ด้วยการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวม ที่ใช้โครงการของผู้เรียนเป็นฐานการเรียนรู้ และการใช้ชุมชนของตนเองเป็นพื้นที่การปฏิบัติการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่นของตนเอง

ที่มาของหลักสูตร

การพัฒนาประเทศไทยให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการลดปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งการบริหารจัดการของภาครัฐ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ “อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” จำเป็นต้องสร้างดุลยภาพทางการพัฒนา กล่าวคือ ความเข้มแข็งในการพึ่งตนเองของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นในชนบท ที่เป็นรากฐานของสังคม ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรการพัฒนา และผลประโยชน์ของการพัฒนาที่เกิดกับทุกภาคส่วน ดังนั้น เป้าประสงค์สำคัญของการพัฒนา จึงจำเป็นต้องเน้นที่ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” บูรณาการเชื่อมโยงทั้งมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และการเมืองเข้าด้วยกัน สร้างความสมดุลระหว่างมิติทางด้านวัตถุและมิติทางด้านจิตใจของคนในชาติ

ในฐานะที่คนเป็นทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทุนที่สำคัญที่สุด และมีบทบาททั้งเป็นผู้สร้างการพัฒนาและผู้ได้รับผลจากการพัฒนา จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพคนในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกายให้แข็งแรง ด้านจิตใจ คือการสำนึกในคุณธรรมในการดำเนินชีวิต การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตอาสา และด้านสติปัญญา ยึดหลักการในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญ ๓ ประการ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ คือ “ความมีเหตุผล” ในการคิดวิเคราะห์ เหตุปัจจัย ที่เกี่ยวข้อง คาดถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้น รู้เท่าทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง และเลือกรับหรือนำสิ่งที่ดีและเหมาะสมมาประยุกต์ใช้ มีความพอประมาณในการพัฒนาและดำเนินชีวิตอย่างสมดุล และความสามารถในการเตรียมการจัดการความเสี่ยง ด้วยระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พร้อมรับผลกระทบและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองหรือจากภายนอก การเปลี่ยนแปลงภายในชุมชนท้องถิ่นกับสิ่งแวดล้อมภายนอกชุมชน อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๑ กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่ขับเคลื่อนโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาผู้ประกอบการสังคม มุ่งเน้นที่การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็นผู้นำของชุมชน หรืออาสาสมัครของชุมชน ทั้งนี้เนื่องจากว่าบุคคลเหล่านี้ เป็นผู้ที่กระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า มีจิตสำนึกพลเมือง เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการร่วมมือช่วยเหลือในการขับเคลื่อนกิจกรรมการพัฒนาในชุมชนท้องถิ่นของภาครัฐ แต่บุคคลเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจความซับซ้อนของระบบโลกาภิวัตน์ ขาดความเป็นระบบในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขาดทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งหากสามารถส่งเสริมและสนับสนุนบุคคลเหล่านี้ให้มีศักยภาพสูงขึ้นสู่การเป็นผู้ประกอบการสังคม อันหมายถึงผู้รวบรวมทรัพยากรและสร้างสรรค์กิจการด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์หรืองานบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของสังคม ย่อมส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาของชุมชน การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น สร้างระบบภูมิคุ้มกันของชุมชน มีความสามารถในการเลือกรับวัฒนธรรมภายนอกที่ไหลบ่าเข้าไปยังชุมชนท้องถิ่น สามารถจะเชื่อมโยงบูรณาการการพัฒนาในมิติต่างๆ เพื่อให้เกิดดุลยภาพแห่งการพัฒนาได้อย่างแท้จริง สร้างเจตจำนงการรับใช้สังคม อีกทั้งเป็นการขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการบริหารจัดการชุมชนและสังคมเพื่อความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน

ด้วยวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ในการจัดการศึกษาในรูปแบบ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ที่เน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่าย อันเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อความเจริญงอกงามของชีวิตคือการเข้าถึงคุณค่า ความดี ความงาม และความจริงด้วยปัญญา และเป็นแหล่งบุคคลแห่งการเรียนรู้ไปสู่สังคม เพื่อนำกระแสการเปลี่ยนแปลงสู่กระบวนทัศน์ใหม่ โดยอาศัยการขยายและการต่อยอดองค์ความรู้ของตนกับผู้อื่น จึงทำให้หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาผู้ประกอบการสังคม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่อยู่ในพันธกิจของสถาบันเพื่อให้บรรลุถึงวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ข้างต้น

สถาบันอาศรมศิลป์ เชื่อมั่นว่าจะทำให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรนี้ มีความพร้อมในการทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่น และประเทศชาติ สามารถทำงานอย่างมีจิตอาสา และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของตนเอง และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างน่าพึงพอใจ บัณฑิตมีความรู้จริง และปฏิบัติงานด้านการประกอบการสังคมได้จริง เนื่องจากการศึกษาเล่าเรียนในหลักสูตรนี้ เน้นที่การรับผู้เรียนที่มีประสบการณ์ด้านประกอบการสังคม เรียนรู้จากสถานการณ์จริง การวิเคราะห์ความเป็นจริงทางชุมชนสังคมตลอดเวลา ตลอดทั้งจัดให้มีการฝึกปฏิบัติทำงานเพิ่มเติมในชุมชนจากที่ทำอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้สูงยิ่งขึ้น บัณฑิตจะเป็นนักบริการทางสังคม มีทักษะการบริหารจัดการกิจกรรมของชุมชนที่มีประสิทธิภาพ มีจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการสังคม